หน้าหลัก

Saturday, April 6th, 2019

 

ทต.รัษฎา ร่วมระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562 เวลา 07.30 น. ณ ห้องประชุมประดู่แดง โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ได้จัดพิธีวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน และจุดเครื่องทองน้อยที่โต๊ะหมู่บูชา ในส่วนของเทศบาลตำบลรัษฎามีนายนครินทร์ ยอแสงรัตน์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลรัษฎา ได้เข้าร่วมพิธีพิธีวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ในครั้งนี้ด้วย


จังหวัดภูเก็ตประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์

จังหวัดภูเก็ตประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม วันนี้ (6 เม.ย.62) จังหวัดภูเก็ตประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธาน นำหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการร่วมพิธีโดยพิธีเริ่มจากนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถวายราชสักการะ จุดธูปเทียนบูชาเพื่อประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ พราหมณ์อ่านโองการบวงสรวง เพื่อบูชาเทพยดา เทพารักษ์ผู้ดูแลรักษาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตอ่านคาถาพลีกรรมตักน้ำ จากนั้น เวลา 11.52 – 12.38 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทำพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ใส่ขันสาคร จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเชิญขันน้ำสาคร ซึ่งห่อด้วยผ้าขาว ผูกริบบิ้นสีขาว พร้อมที่ตักน้ำขึ้นขบวนรถบุษบก ไปยังวิหารวัดพระทอง อำเภอถลาง เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ วิหารวัดพระทอง อำเภอถลางสำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จังหวัดภูเก็ต วัดไชยธาราราม หรือวัดฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นโดยพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี หรือ หลวงพ่อแช่ม อดีตเจ้าอาวาสรูปที่สอง มีลักษณะเป็นบ่อหิน ปากบ่อทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทุกด้านยาว 1 เมตร 60 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เมตร มีน้ำผุดขึ้นเองตามธรรมชาติและน้ำใสสะอาด จากอดีตจนถึงปัจจุบันประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง เลื่อมใสศรัทธา โดยมีความเชื่อว่าน้ำในบ่อนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บแก่ผู้ที่ได้ดื่มกินและสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่นำไปประพรมร่างกาย ซึ่งในปี 2554 ได้นำไปประกอบพิธีทำน้ำมนต์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เมื่อพลีกรรมตักน้ำแล้ว จะนำไปประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ วิหารวัดพระทอง อำเภอถลางอ่านรายเอียด


วัดพระทอง อ. ถลาง จ. ภูเก็ต สถานที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกของจังหวัดภูเก็ต

วัดพระทอง หรือ วัดพระผุด เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงวัดหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต วัดพระทอง ตั้งอยู่ในตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ระยะทางห่างจากสะพานสารสิน ประมาณ 25 กม. ประวัติของหลวงพ่อพระผุดและวัดพระทองได้มีการบันทึกและจัดพิมพ์โดยพระครูสุวรรณพุทธาภิบาล เจ้าอาวาสวัดพระทอง ไว้ดังนี้ ความเป็นมาของประวัติพระผุดและวัดพระทองนั้น เดิมทีสถานที่ที่ตั้งวัดอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่เป็นวัดมาก่อนเป็นทุ่งกว้าง มีนา มีลำคลอง มีหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น โค กระบือ ของชาวบ้านชาวเมืองถลางในสมัยนั้น ชาวบ้านเรียกทุ่งนานี้ว่า ทุ่งนาในในสมัยที่พบหลวงพ่อพระผุดนั้น เกิดมีพายุฝนตกมากน้ำท่วมทุ่งนา น้ำเข้าบ้าน เข้าป่า พัดพาต้นไม้หักพัง เหมือนกับพายุร้ายสมัยนี้ พอฝนหยุดน้ำไม่ท่วมแล้ว วันหนึ่งมีเด็กชายนำกระบือไปเลี้ยงยังทุ่งนานั้น หาที่ผูกเชือกกระบือสำหรับเลี้ยงข้างริมคลองนั้นไม่มี กิ่งไม้เล็กที่เคยผูกก็ถูกน้ำพัดพาไปหมด เด็กชายนั้นได้เห็นของสิ่งหนึ่งข้างริมคลองมีลักษณะเหมือนไม้แก่น มีโคลนตมติดอยู่ เลยนำเชือกกระบือไปผูกกับสิ่งเหล่านั้นแล้วเด็กก็กลับมาบ้าน พอเด็กถึงบ้านก็เกิดอาการเป็นลมล้มตายลงในเวลาเช้านั่นเอง พ่อของเด็กชายผู้นั้นก็ฝันว่า ที่เด็กและกระบือได้ถึงแก่ความตายนั้น เพราะเด็กได้นำเชือกกระบือไปผูกไว้กับเกศพระพุทธรูป พอรุ่งเช้าพ่อของเด็กก็ชวนเพื่อนบ้านไปยังที่ริมคลองที่เด็กนำกระบือไปผูกไว้กับวัตถุประหลาดนั้น ต่างคนต่างก็เอาน้ำมาล้างขัดสีเอาเชือกและโคลนตมที่ติดอยู่ออกจนหมด จึงเห็นเป็นลักษณะเหมือนเกศพระพุทธรูปเป็นทองคำด้วย ต่อมา ท่านเจ้าเมืองจึงรับสั่งให้ทำที่มุงที่บังเป็นสถานที่กราบไหว้เรื่อยมา ชาวบ้านคนไทยเรียน “พระผุด” เพราะเป็นพระพุทธรูปที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินเพียงพระเกตุมาลาสูงประมาณ 1 ศอก คนจีนเรียกว่า ภูปุ๊ค (พู่ฮุก) เพราะว่าคนจีนส่วนมากเขานับถือว่าเป็นพระผุดมาจากเมืองจีน และคนจีนในย่านเกาะภูเก็ต จังหวัดพังงา ตะกั่วป่า ท้ายเหมือง และจังหวัดกระบี่ ต่างก็พากันมาเคารพนับถือ เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน (เดือน 3) ก็พากันมานมัสการเป็นประเพณีมา จนถึงทุกวันนี้ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ท่านได้ทรงเสด็จประพาสจังหวัดภูเก็ต และได้เสด็จมาทอดพระเนตรพระทอง (พระผุด) องค์นี้ พระองค์ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “การก่อพระพุทธรูปสวมพระผุดนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีแต่เศียรกับพระองค์เพียงเท่าทรวงเพื่อให้ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ฝีไม้ลายมือทำก็กระนั้นแหละ แต่ต้องชมว่าเขากล้า มีคนน้อยคนที่จะกล้าทำพระครึ่งองค์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องยอมรับว่าเป็นของควรดูอย่างหนึ่ง”อ่านรายเอียด